วันนี้พาไปเที่ยวเมืองเบปปุ (Beppu)  อยู่ที่เกาะคิวชู เมืองนี้ขึ้นชื่อมากเรื่องบ่อน้ำร้อน  มีบ่อน้ำร้อนกระจายอยู่ทั่วเมือง  และมีบ่อน้ำร้อนที่มีเอกลักษณ์ของแต่ละบ่อ สำหรับเข้าชมได้  โดยเรียกทัวร์บ่อน้ำร้อนนี้ว่า  ทัวร์บ่อนรกทั้งแปด (Eight Hell Tour)  หรือเรียกว่า  Jigoku Meguri    โดย จิโกกุ เมกุริ คือบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติที่เกิดขึ้นภายหลังการระเบิดของภูเขาไฟ ประกอบด้วยแร่ธาตุที่เข้มข้น อาทิ กำมะถัน แร่เหล็ก โซเดียม คาร์บอเนต เรเดียม เป็นต้น และมีความร้อนเกินที่จะลงอาบได้ มีลักษณะแตกต่างกันไปในเมืองเบปปุทั้งหมด 8 บ่อ ตั้งชื่อให้น่ากลัวตามลักษณะภายนอกที่เห็น ซึ่งก็ได้ผลกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทำเงินของเมืองเบปปุ นอกจากสปา ออนเซ็นและโรงอาบน้ำที่มีอยู่ทั่วเมืองเบปปุ

การเดินทางภายในเมืองเบปปุ จะใช้เป็นรถบัส ซึ่งจะใช้เป็น One day Pass ราคา 900 เยน หน้าตาตามรูปข้างล่าง

One Day Pass Beppu
One Day Pass Beppu

โดยตั๋วนี้สามารถซื้อได้ที่  Information ที่สถานีรถไฟ  ออกจากชานชลา แล้วอยู่ทางด้านขวามือ  เจ้าหน้าที่จะมีการแนะนำการเดินทางไปเยี่ยมชมบ่อนรก ด้วยรถบัส โดยจะให้แผนที่  และ ตารางเวลาของรถบัสแต่ละสาย  และแนะนำวิธีการเดินทางง่าย ๆ มาด้วย  และการชมบ่อนรกทั้ง 8  สามารถชมได้ทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง

Infermation เมือง Beppu
Infermation เมือง Beppu

ที่ด้านหน้าสถานีเบปปุ เราจะเห็นรูปปั้นคุณลุงท่าทางอารมณ์ดี  กำลังทำท่ากระโดด มีชื่อเรียกว่า Pika Pika Oji san หรือ คุณลุงปิ๊งปิ๊ง ( Shiny Uncle)  ซึ่งคุณลุงปิ๊งปิ๊ง เป็นบุคคลที่มีความสำคัญในด้านของการท่องเที่ยวของเมืองเบปปุเป็นอย่างมาก  เป็นบุคคลที่ทำให้เมืองเบปปุนั้นโด่งดังมีชื่อเสียงไปทั่วญี่ปุ่น และทัวร์บ่อนรกทั้งแปด Jigoku Meguri ก็เป็นไอเดียสุดเจ๋งของคุณลุงนั่นเอง ถ้าไม่มีคุณลุงพวกเราก็คงไม่รู้ว่าเบปปุมีดีอะไร คุณลุงมีชื่อจริงว่า Kumahachi Aburaya

คุณลุงปิ๊งปิ๊ง
คุณลุงปิ๊งปิ๊ง

ในการท่องเที่ยวบ่อทั้ง 8  ค่าเข้าชมราคาบ่อละ 400 เยน  แต่จะมีตั๋วที่เป็นเล่มสำหรับเข้าชมบ่อทั้ง 8 ราคาเหมา 2000 เยน  สามารถซื้อได้ที่ห้องขายตั๋วของแต่ละบ่อได้ครับ   แต่ถ้าใครจะเข้าชมบางบ่อ ก็เลือกจ่ายแต่ละบ่อก็ได้   หน้าตาของตั๋วเหมาจะเป็นแบบนี้

ตั๋วเหมาบ่อนรก Beppu
ตั๋วเหมาบ่อนรก Beppu

สำหรับบ่อนรกทั้ง 8   โดยที่ตั้งจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม  กลุ่มแรกจะมีบ่อนรก อยู่ใกล้  ๆกัน 6 บ่อ  และ อีกที่ จะมี 2 บ่อ โดยผมจะไปเที่ยวกรุ๊ป 6 บ่อแรกก่อน หน้าตาของรถบัสที่ไปที่บ่อต่าง ๆ หน้าจะเป็นอย่างนี้  เริ่มขึ้นได้จากหน้าสถานีรถไฟเบปปุ ได้เลยครับ 

Beppu Bus
Beppu Bus

เริ่มจากบ่อแรก

1. ยูมิ จิโกกุ (Umi Jigoku) หรือ “บ่อทะเลเดือด (Sea Hell)”  เป็นบ่อที่นักท่องเที่ยวนิยมไปชมมากที่สุด เพราะมีความสวยงามมาก ดูเป็นนรกน้อยกว่าแห่งอื่น ๆ จัดภูมิทัศน์ได้ร่มรื่นน่าเดิน  บริเวณตั้งแต่ทางเข้าเห็นควันขาวพวยพุ่งแทรกก้อนหินใหญ่ขึ้นมาเสียงดังฟู่ ๆๆ อยู่ตลอดเวลา เดินเข้าไปใกล้ ๆ รู้สึกได้เลยถึงความร้อนที่พุ่งขึ้นมาจากใต้ดิน  ก่อนเข้าไปชมบ่อทะเลเดือดแวะชมสระบัวก่อนมีใบบัวขนาดใหญ่มาก เด็กตัวเล็ก ๆลงไปนั่งได้เลย   ยูมิ จิโกกุ เป็นบ่อน้ำร้อนสีฟ้าเหมือนน้ำทะเล ด้วยความลึก 150 เมตร กำเนิดขึ้นหลังจากการระเบิดของภูเขาไฟเมื่อ 1,200 ปีก่อน มีส่วนประกอบของแร่โคบอลต์ (Cobalt) ควันสีขาวพวยพุ่งขึ้นมารอบ ๆ บ่อตลอดเวลา อุณหภูมิของน้ำสูงถึง 98 องศาเซลเซียส   บ่อนี้แม้น้ำจะร้อนเกินกว่าจะลงไปแช่ได้ แต่ก็มีผงน้ำแร่ (Maguma-Onsen) วางจำหน่ายในร้านขายของที่ระลึก ให้นำไปละลายน้ำอาบเองที่บ้านได้ สรรพคุณทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งและรักษาโรคผิวหนังได้ ก่อนออกมาอย่าลืมไปนั่งแช่เท้าในบ่อน้ำร้อนใต้ศาลา(ออนเซ็นเท้า)จะทำให้รู้สึกสบายเท้า  ให้บริการแบบฟรี ๆ ด้วยครับ 

Umi Jigoku)

Umi Jigoku)

Umi Jigoku)

Umi Jigoku)

ที่นี่มีขายพุดดิ้งที่ทำจากบ่อน้ำร้อนให้ลองชิมกันด้วย

Umi Jigoku)

 

บ่อที่  2. โอนิอิชิโบสุ จิโกกุ (Oniishibozu Jigoku) หรือ “บ่อโคลนเดือด” (Monk’s Hell หรือ Mud Bubbles) ลักษณะคล้ายโคลนสีเทาเดือดปุด ๆ ขึ้นมาเป็นฟองกลมอยู่กลางวงมองดูคล้ายปุ่มบนเศียรพระพุทธรูปญี่ปุ่น มีหลายบ่อให้ชม แต่ละบ่อมีโคลนเดือดปุดขึ้นมาหลายวง  ที่นี่มีสระเล็ก ๆให้ได้ห้อยขาเอาเท้าแช่น้ำร้อนอีกด้วย

Oniishibozu Jigoku)

Oniishibozu Jigoku)

Oniishibozu Jigoku)

 

บ่อที่ 3. ยามะ จิโกกุ (Yama Jigoku) หรือ “หุบเขานรก (Mountain Hell)”  ตั้งอยู่ใกล้บ่อทะเลเดือดและบ่อโคลนเดือด ที่นี่จะมีน้ำพุร้อนพุ่งออกมาจากโขดหิน เกิดกลุ่มควันขาวปลิวขึ้นไปบนท้องฟ้าเสียงดังฟู่ ๆ อยู่ตลอดเวลา บางคนบอกว่าเป็นเสียงจากนรก บ่อนี้มีสวนสัตว์เล็ก ๆ ให้ชมอีกด้วย โดย ยามา จิโกกุ อยู่ใกล้ๆ สองบ่อแรกนั่นแหละครับ 

Yama Jigoku

Yama Jigoku

 

บ่อที่ 4. คามาโดะ จิโกกุ (Kamodo Jigoku) หรือ “นรกกระทะทองแดง (Oven Hell หรือ Cooking Pot Hell)”  ชื่อนี้มีความหมายว่า บ่อนรกเตาอบ เพราะโดยในอดีตที่แห่งนี้ เป็นสถานที่ที่ใช้ในการปรุงอาหารนั่นเอง ยักษ์ที่ยืนอยู่บนหม้อปรุงอาหารนี้จึงเป็นสัญลักษณ์ของที่นี่ ตั้งอยู่ห่างบ่อทะเลเดือดและบ่อโคลนเดือดออกไปเล็กน้อย ที่นี่จะมีแอ่งน้ำพุร้อนอุณหภูมิ 90 องศาเซลเซียส  ด้านในมีทั้งหมด 6 บ่อเล็ก  ซึ่งจะมีลักษณะต่างกันออกไป  มีน้ำร้อนจากบ่อนรกให้ชิมด้วย แต่ร้อนมากกก เกือบลวกปากเลยทีเดียว 

Kamodo Jigoku

Kamodo Jigoku

Kamodo Jigoku

Kamodo Jigoku

 

 

 

ที่บ่อนี้มีบริการไข่ต้มน้ำพุร้อนด้วย  ที่ญี่ปุน กินไข่ต้มจิ้มกับเกลือ แปลกดี  แต่ก็มีซอสบริการด้วยนะ ไปถึงแล้วก็ขอลองซะหน่อย

Kamodo Jigoku

Kamodo Jigoku

บ่อที่เท่าไหร่แล้วเนี่ย ชักเริ่มอิ่ม เอ๊ย! เริ่มงง  บ่อต่อไป บ่อที่ 5  โอนิยามะ จิโกกุ (Oniyama Jigoku) หรือ “หุบเขาปีศาจ (Devil’s Mountain Hell)”  บ่อนี้เค้าเลี้ยงจระเข้เอาไว้ด้วย แต่ไม่ได้เลี้ยงไว้ในน้ำพุร้อนนะครับ เจ้าจระเข้เหล่านี้ชอบอาศัยอยู่ในน้ำอุ่นครับ  เรียกว่ามาที่เดียวก็ได้ดูฟาร์มจระเข้ไปในตัวด้วย ที่นี่เค้ามีรอบเวลาให้อาหารเหมือนกันนะ ถ้าใครไปตรงช่วงก็อาจจะเจอการชมให้อาหารจระเข้ด้วย จากสถิติบอกว่าไอควันร้อนที่ขึ้นมาจาก บ่อแห่งนี้รวมๆกันแล้ว สามารถใช้เป็นเเรงผลักรถไฟได้ถึงครึ่งคันเลยทีเดียวครับ 

Oniyama Jigoku

Oniyama Jigoku)

Oniyama Jigoku)

Oniyama Jigoku)

ออกจากบ่อที่ 5  เดินลงมานิดนึง ก็จะไปบ่อที่ 6    ก่อนเข้าบ่อที่ 6 จะมีร้านพุดดิ้งอยู่หน้าบ่อ  แนะนำให้ลองครับ พุดดิ้งเนื้อเนียนมาก  อร่อยดี ราคาถ้วยละ 300 เยน ครับ เค้าว่ากันว่าพุดดิ้งที่นี่ก็ใช้น้ำพุร้อนในการทำ  ยี่ห้อที่กินชื่อว่า Namekara Purin   (คำว่าพุดดิ้งในภาษาญี่ปุ่น เรียกว่า พุริง)

มาต่อกันที่บ่อสุดท้ายของกรุ๊ปแรก  บ่อที่ 6  ชิราอิเกะ จิโกกุ (Shiraike Jigoku) หรือ “นรกสีขาว (White Pond Hell)” เป็นบ่อน้ำพุร้อนสีขาวคล้ายน้ำนม  แต่วันที่ไป สีไม่ค่อยขาวเท่าไหร่  บ่อนี้มีสวนตกแต่งสวนสไตล์ญี่ปุ่นรอบๆ บ่อ ทำให้วิวทิวทัศน์ของบ่อนี้สวยงามมากครับ

Shiraike Jigoku

Shiraike Jigoku

Shiraike Jigoku

 

ออกจากบ่อที่ 6 บ่อนรกสีขาว  ก็เดินออกมาสักหน่อย ไปรอรถ เพื่อไปบ่อนรกอีก 2 บ่อที่เหลือ ใช้เวลานั่งประมาณ 10 นาที  ก็ถึงบ่อที่ 7

บ่อที่ 7. ชิโนอิเกะ จิโกกุ (Chinoike Jigoku) หรือ “บ่อสีเลือด (Blood Pond Hell)”  ชื่อฟังดูน่ากลัว   เป็นบ่อน้ำพุร้อนสีแดงคล้ายสีเลือด   ที่เห็นเป็นสีแดงเพราะมีส่วนประกอบของสนิมเหล็กอยู่มาก  ปฏิกิริยาร้อนระอุถึง 78 องศา เลยกลายเป็นที่มาของบ่อน้ำพุร้อนสีแดงแห่งนี้ มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า Akayusen

Chinoike Jigoku

Chinoike Jigoku

Chinoike Jigoku

 

มาถึงบ่อสุดท้าย บ่อที่ 7  ทัตสึมากิ จิโกกุ (Tatsumaki Jigoku) หรือ “น้ำพุนรก (Spout Water Hell)”   ไม่น่าจะเรียกบ่อน้ำร้อน  แต่น่าจะเป็นน้ำพุร้อนมากกาว่า   เข้าไปถึงก็ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมมีแต่เก้าอี้ให้นั่ง เพราะบ่อนี้มีความ พิเศษอยู่อย่างหนึ่งคือ ต้องนั่งรอก่อนและรอชมเท่านั้น โดยน้ำพุร้อนจะพุ่งขึ้นมาเป็นเวลา โดยระยะห่างของแต่ละช่วงคือ 30-40 นาที และระยะเวลากระแสน้ำที่พุ่งขึ้นนั้น ประมาณ 6-10 นาทีเท่านั้น   พอน้ำเริ่มพุ่งขึ้นมา คนญี่ปุ่นจะส่งเสียง โห่  กันใหญ่   แล้วก็พากันเดินเข้าไปดูใกล้ๆ  ครับ 

 


Tatsumaki Jigoku

Tatsumaki Jigoku

Tatsumaki Jigoku

 

จบแล้วครับ สำหรับการทัวร์ขุมนรกทั้ง 8 ของเบปปุ  จะมีเวลาเหลือเฟือ ก็แนะนำให้ชมให้ครบทั้ง 8 บ่อเลย  แต่ถ้าเวลาน้อย  บ่อที่แนะให้ไปชม บ่อที่สวย ๆ ที่ผมชอบ คือ  บ่อแรก สีฟ้าทะเลเดือด  บ่อที่ 2   บ่อโคลนเดือด  และ บ่อที่ 7 บ่อสีเลือด ครับ   แต่น่าเสียดายวันที่ ผมไป ไปช้าสักหน่อย  เลยอดไปแช่น้ำร้อนออนเซ็นของเมืองนี้เลย  แต่ยังไงถ้าไปคราวหน้า ไม่พลาดแน่ ๆ ครับ